เจริญพร ขอให้มีความสุขสมหวังและ ถึงความสิ้นทุกข์ในเวลาอันใกล้โดยง่ายเทอญ

ยินดีต้อนรับ สหธรรมิกผู้มีใจเป็นกุศลทุกๆท่านครับ

ขอเรียนเชิญ สหธรรมิกทุกๆท่านมาร่วมศึกษาและปฏิบัติธรรมของพระพุทธองค์ รวมทั้งแบ่งปันความรู้ ข้อคิด คำแนะนำ ด้วยใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาครับ

" ความมืดแม้ทั้งโลก ก็บดบังลำแสงเพียงน้อยนิดมิได้ "


สันโดษ

สันโดษ
สุขใด เสมอความสงบ ไม่มี

หน้าเว็บ

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
อดีตที่ผ่านมาเป็นบทเรียน อโหสิให้ทุกคน แต่อย่ามีเวรกรรมร่วมกันอีกเลย

ผู้ติดตาม

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะจากหลวงปู่แหวน


Image

ธรรมะจากหลวงปู่แหวน

เป็นบทความที่ติดไว้เตือนใจตัวเองบนโต๊ะทำงาน เมื่อใดที่ทุกข์เกิดขึ้น ก็ได้อาศัยข้อธรรมะนี้เตือนใจตัวเองให้ละวางทุกข์นั้น ความสงบเย็นแห่งธรรมะนี้ได้ช่วยให้ผ่านทุกข์ต่างๆ มาได้ด้วยสติและใจอันสงบเสมอค่ะ

หวังว่าธรรมะนี้จะเป็นประโยชน์กับหลายๆ คนนะค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครที่กำลังมีทุกข์ ไม่ว่าในเรื่องใด ก็ขอให้ธรรมะจากหลวงปู่แหวนที่คัดลอกมานี้ ได้ช่วยให้เกิดความร่มเย็นในจิตใจ ผ่านพ้นทุกข์ได้ด้วยสติและใจอันสงบ เกิดปัญญาแก้ปัญหาได้ และปลูกสร้างศรัทธาให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปคะ

หากท่านใดชอบใจ จะคัดลอกต่อเพื่อเผยแพร่ต่อๆ กันไป ก็ยินดี และขอร่วมอนุโมทนาด้วยค่ะ


"การละอารมณ์"

มรณาตัวนี้ตัวเดียว ทั้งโลกเต็มแผ่นดินนี้มีแต่มรณาทั้งนั้น เราก็คนหนึ่ง เราเกิดมาแล้ว มันต้องมีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทุกรูปทุกนาม มันเป็นกงจักรใหญ่ให้มนุษย์และสัตว์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในโลกอันนี้ ในไตรโลกทั้งสามนี้แหละ ไม่พ้นไปสักที

ตัดอดีตอนาคตเป็นอันเดียวกัน อดีตอนาคตมีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ทำดีก็ดี ทำร้ายก็ดี มุ่งอยู่ที่กามตัณหานี่แหละ ความพอใจก็ตัณหา ความไม่พอใจก็ตัณหา ภวตัณหาก็ดี วิภวตัณหาก็ดี ทั้งสามนี้ เหล่านี้ ละให้สิ้น มันเกิดขึ้นในใจ ก็นำออกจากจิตจากใจของตนเสีย

ศีลห้า อยู่ที่ขาสอง แขนสอง หัวหนึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส กามารมณ์ทั้ง 5 ปล่อยให้ผ่านไปผ่านมา ดีก็ไม่ว่า ไม่ดีก็ไม่ว่า เรื่องราวเต็มโลก เต็มบ้านเต็มเมือง เราก็วางเสีย ละเสีย ละอยู่ที่กายที่ใจตนนี่แหละ อย่าไปละที่อื่น

การหอบอดีตและอนาคตมาหมักสุมไว้ในใจก็เป็นทุกข์ ตัดออกให้หมด หูของเรา ตาของเรา จมูกของเรา ก็เป็นปกติอยู่แล้ว รูป เสียง กลิ่น รส กามารมณ์นนั้นต่างหาก ปล่อยให้เขาผ่านไปผ่านมา อย่าเอาหมักไว้ในใจ ใจของเราก็ไม่ได้ไปไหน มันก็ตั้งอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว เราก็ตัดอื่น ๆ ที่ผ่านไปผ่านมาออกเสีย ทำใจของเราให้สงบ มันก็ต้องวางหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งอดีตอนาคตอันใดที่ได้ยินมาพอแล้ว ได้เห็นมาพอแล้ว อยู่ทางโลกก็ดี อยู่คนเดียวก็ดี อันใดก็ดี วางอยู่ที่นี่แหละ ละอยู่ที่นี่แหละ ความหลงก็พอแล้ว โลภก็พอแล้ว โกรธก็พอแล้ว ความโศก ความเศร้า กิเลส ตัณหา ความพอใจ ความไม่พอใจ ก็ตัณหาแหละ ละมันเสีย

ทิศ ๖

ทิศ ๖

คหบดีบุตร ! อริยสาวก เป็นผู้ปิดกั้นทิศทั้งหกโดยเฉพาะแล้ว เป็นอย่างไรเล่า?
คหบดีบุตร ! พึงทราบว่า ทิศทั้งหกเหล่านี้ มีอยู่ คือ
พึงทราบว่า มารดาบิดา เป็น ทิศเบื้องหน้า, พึงทราบว่า อาจารย์ เป็น ทิศเบื้องขวา
พึงทราบว่า บุตรภรรยา เป็น ทิศเบื้องหลัง, พึงทราบว่า มิตรสหาย เป็น ทิศเบื้องซ้าย
พึงทราบว่า ทาษกรรมกร เป็น ทิศเบื้องต่ำ, พึงทราบว่า สมณพราหมณ์ เป็น ทิศเบื้องบน
คหบดีบุตร! ทิศเบื้องหน้า คือ มารดาบิดา อันบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ ดังนี้ว่า
ท่านเลี้ยงเราแล้ว เราจักเลี้ยงท่าน ๑ เราจักทำกิจของท่าน ๑ เราจักดำรงวงศ์สกุล ๑
เราจักปฏิบัติตนเป็นทายาท ๑ เมื่อท่านกาละล่วงลับไปแล้ว เราจักกระทำทักษิณาอุทิศท่าน ๑.

คหบดีบุตร! ทิศเบื้องหน้า คือ มารดาบิดา อันบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะห์บุตรโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ห้ามเสียจากบาป ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑
ให้ศึกษาศิลปะ ๑ ให้มีคู่ครองที่สมควร ๑ มอบมรดกให้ตามเวลา ๑.
เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องหน้านั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้วเป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น.

คหบดีบุตร! ทิศเบื้องขวา คือ อาจารย์ อันศิษย์พึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยการลุกขึ้นยื่นรับ ๑
ด้วยการเข้าไปยืนคอยรับใช้ ๑ ด้วยการเชื่อฟังอย่างดี ๑ ด้วยการปรนนิบัติ ๑ ด้วยการศึกษาวิทยาโดยเคารพ
คหบดีบุตร! ทิศเบื้องขวา คือ อาจารย์ อันศิษย์พึงปฏิบัติตอ่โดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์โดยฐานะ ๕ ประการ คือ แนะนำดี ๑ ให้ศึกษาดี ๑ บอกศิลปวิทยาสิ้นเชิง ๑
ทำให้เป็นที่รู้จักในมิตรสหาย ๑ ทำการคุ้มครองให้ในทิศทั้งปวง ๑.

เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องขวานั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้วเป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น.
คหบดีบุตร! ทิศเบื้องหลัง คือ ภรรยา อันสามีพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยการยกย่อง ๑ ด้วยการไม่ดูหมิ่น ๑
ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจ ๑ ด้วยการมอบความเป็นใหญ่ในหน้าที่ให้ ๑ ด้วยการให้เครื่องประดับ ๑.
คหบดีบุตร! ทิศเบื้องหลัง คือ ภรรยา อันสามีพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะห์สามีโดยฐานะ ๕ ประการ คือ จัดแจงการงานดี ๑ สงเคราะห์คนข้างเคียงดี ๑
ไม่ประพฤตินอกใจ ๑ ตามรักษาทรัพย์ที่มีอยู่ ๑ ขยันขันแข็งในการงานทั้งปวง ๑.

เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องหลังนั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้วเป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น.
คหบดีบุตร! ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตรสหาย อันกุลบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐาน ๕ ประการ คือ ด้วยการให้ปัน ๑ ด้วยการพูดจาไพเราะ ๑
ด้วยการประพฤติประโยชน์ ๑ ด้วยการวางตนเสมอกัน ๑ ด้วยการไม่กล่าวคำอันเป็นเครื่องให้แตกหักกัน ๑.
คหบดีบุตร! ทิศเบื้องซ้าย คือ มิตรสหาย อันกุลบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะห์มิตรสหายโดยฐานะ ๕ ประการ คือ รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว ๑
เป็นที่พึ่งแก่มิตรเมื่อมีภัย ๑ ไม่ทอดทิ้งในยามมีอันตราย ๑ นับถือสมาชิกในวงศ์ของมิตร ๑.

เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องซ้ายนั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้วเป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น.
คหบดีบุตร! ทิศเบื้องต่ำ คือ ทาสกรรมกร อันนายพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยให้ทำงานตามกำลัง ๑ ด้วยการให้อาหารและรางวัล
๑ ด้วยการรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ ๑ ด้วยการแบ่งของมีรสประหลาดให้ ๑ ด้วยการปล่อยให้อิสระตามสมัย ๑.

คหบดีบุตร! ทิศเบื้องต่ำ คือ ทาสกรรกร อันนายพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะห์นายโดยฐานะ ๕ ประการ คือ เป็นผู้ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย ๑ เลิกงานทีหลังนาย ๑ ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๑ กระทำการงานให้ดีที่สุด ๑ นำเกียรติคุณของนายไปร่ำลือ ๑.

เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องต่ำนั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้วเป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น.
คหบดีบุตร! ทิศเบื้องบน คือ สมณพราหมณ์ อันกุลบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการ คือ ด้วยเมตตากายกรรม ๑
ด้วยเมตตาวจีกรรม ๑ ด้วยเมตตาตามโนกรรม ๑ ด้วยการไม่ปิดประตู(คือยินดีต้อนรับ) ๑ ด้วยการคอยถวายอามิสทาน ๑.

คหบดีบุตร! ทิศเบื้องบน คือ สมณพราหมณ์ อันกุลบุตรพึงปฏิบัติต่อโดยฐานะ ๕ ประการเหล่านี้แล้ว
ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรโดยฐานะ ๖ ประการ คือ ห้ามเสียจากบาป ๑ ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ อนุเคราะห์ด้วยใจอันงาม ๑
ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ ทำสิ่งที่ได้ฟังแล้วให้แจ่มแจ้งถึงที่สุด ๑ บอกทางสวรรค์ให้ ๑.

เมื่อเป็นดังนี้ ทิศเบื้องบนนั้น เป็นอันว่ากุลบุตรนั้นปิดกั้นแล้วเป็นทิศเกษม ไม่มีภัยเกิดขึ้น

มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้ามารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า
บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลังมิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้าย
ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำสมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน
คฤหัสถ์ผู้สามารถในการครองเรือนพึงนอบน้อมทิศทั้งหลายเหล่านี้.
บัณทิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีลมีวาจาละเอียดอ่อน มีปฎิภาณ
มีความประพฤติถ่อมตัว ไม่กระด้างเช่นนี้แล้ว ย่อมได้รับการบูชา.
ผู้ขยันลุกขึ้น ไม่เกียจคร้านไม่หวั่นไหวในอันตรายใดๆ
ประพฤติตนไม่มีช่องโหว่ มีปัญญาเช่นนี้แล้ว ย่อมได้รับการบูชา.
ผู้ชอบสงเคราะห์ สร้างสรรค์มิตรภาพรู้ความหมายแห่งถ้อยคำ ไม่ตระหนี่
เป็นผู้นำ-นำวิเศษ-นำไม่ขาดสายเช่นนี้แล้ว ย่อมได้รับการบูชา.

การให้ทาน, การพูดจาไพเราะ, กระประพฤติประโยชน์ใดๆเมื่อควรประพฤติ,ความวางตนเสมอกันในกิจกรรมทั้งหลาย ตามสมควรในกรณีนั้นๆ, สี่อย่างนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวโลก ดุจหมุดสลักยึดโยงรถที่กำลังแล่นอยู่.

ถ้าไม่มีเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้แล้ว มารดาก็จะไม่ได้รับอะไรจากบุตร บิดาก็จะไม่ได้รับอะไรจากบุตร จะเป็นการนับถือ หรือการบูชาก็ตาม. เพราะเหตุที่เครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้ เป็นสิ่งที่บัณฑิตมุ่งกระทำ ดังนั้น เขาถึงซึ่งคุณอันใหญ่ มีความสรรเสริญทั้งหลายเกิดขึ้นแก่เขา.

ฆราวาสธรรม

ชีวิตอันสมบูรณ์ของชาวพุทธ คือชีวิตแห่งการสร้างประโยชน์ เมื่อสร้างประโยชน์ตนแล้ว ต้องสร้างประโยชน์ผู้อื่นต่อ หลังจากหลวงพ่อได้ตั้งหลักแหล่งที่วัดหนองป่าพงแล้ว ท่านก็เริ่มสานต่องานบำเพ็ญ ประโยชน์ในหลายๆ ด้านอย่างเป็นล่ำเป็นสัน นอกจากการฝึกอบรมพระภิกษุสามเณรแล้ว ท่านก็ตั้งอกตั้งใจสั่งสอนชาวบ้านตรงกับหลักใน สิงคาโลวาทสูตร คือ:
๑. ห้ามปรามจากความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. อนุเคราะห์ด้วยความปรารถนาดี
๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๕. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง
๖. บอกทางสวรรค์ คือทางชีวิตที่มีความสุขความเจริญให้
ในการสอนชาวบ้านนั้น หลวงพ่อก็ใช้แนวทางของอริยสัจสี่ เช่นเดียวกันกับในการสอนพระสงฆ์ เพียงแต่เน้นย้ำในสิ่งที่เกี่ยวข้อง กับความเป็นอยู่ของฆราวาส เมื่อหลวงพ่อมาอยู่วัดหนองป่าพงใหม่ ๆ ชาวบ้านยังมีความยึดถือผิดๆ หลายอย่าง แม้ศีลห้าก็ยังไม่รู้จัก ในสมัยบุกเบิกวัด การสอนของหลวงพ่อจึงมุ่งที่การกำจัดมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นชอบให้เกิดขึ้น และให้เข้าใจความหมายของไตรสรณคมน์และยึดเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ให้เลิกละอบายมุข ประกอบสัมมาชีพและตั้งอยู่ในศีลธรรม ชักชวนมาจำศีลทุกวันพระ เพื่อฟังเทศน์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมและปฎิบัติต่อสิ่งรอบตัวอย่างถูกต้อง จนเป็นที่พึ่งของตนได้

ยุคต่างๆของมนุษย์


.

Generation X generation Y คืออะไรครับ

พอดีอิฉันเกิดหลังยุค Baby Boom (ยุคบุปผาชน)ได้ถูกผลัดยุคสิ้นไปไม่กี่ปี แล้ว Gen .X เพิ่งก่อกำเนิดมาได้ไม่กี่ปีเช่นเดียวกัน ..แบบล่อให้งงว่าวัยไหน

มีคนให้ความหมายของ Generation X (Extraordinary) ไว้แบบนี้

" Life exists elsewhere in the universe."

นี้ควรเป็นคำกล่าวที่น่าจะเป็นนิยามอย่างดีสำหรับชาว X'ers เชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิต คุณเองก็คงมีช่วงเวลาหนึ่งที่อยากจะค้นหาความหมายของชีวิต อยากจะทำแต่สิ่งที่อยากทำ อยากลองเสี่ยงแต่จริงจังกับความรู้สึกโดยไม่มีเงื่อนไขหรือมีสภาวะใดๆมาบีบบังคับ คุณอยากดื้อดึงและยืนหยัดกับความเป็นตัวของตัวเอง เพียงขอให้ได้ผจญภัยในชีวิต แม้สักครั้ง..ก็ยังดี

Generation X คือ กลุ่มคนที่อายุ 29-43 ปี มีลักษณะพฤติกรรมชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการให้ความ สำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work-life Balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมรับฟังข้อติติง เพื่อการปรับปรุงและ พัฒนาตนเอง

ในด้านการทำงาน ยิฟฟี่ หรือ gen X จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีความตั้งใจและความทะเยอทะยาน เพราะเกิดมาในยุคที่การแข่งขันสูง (เทียบดูกับประวัติศาสตร์ก็คือ ยุคอุตสาหกรรมเศรษฐกิจเฟื่องฟูหลังสงครามอะไรทำนองนั้น) แต่ด้วยเอกลักษณ์ที่ว่าคนรุ่นนี้รักอิสระ ยิฟฟี่จึงรู้จักจัดสรรเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนให้คล่องตัว และเริ่มยืดชีวิตโสดของตัวเองออกไป

ในด้านการใช้จ่ายเงินนั้น เหล่ายิฟฟี่กลับมีความรอบคอบในการใช้จ่ายเงินตรามาก ในงานวิจัยจัดว่าเป็นกลุ่มที่ใช้เงินเป็น อะไรที่ไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ซื้อ แต่อะไรที่จำเป็น ถึงจะแพงแค่ไหน ก็ควักตังค์จ่ายได้โดยไม่ลังเล และเพราะความระมัดระวังในการจัดการรายรับรายจ่ายนั้น การเข้ามาของเทคโนโลยีก็มิได้ทำให้คนรุ่นนี้ถึงกับเพ้อคลั่งนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ข้ามวันข้ามคืนเหมือนเด็กรุ่นใหม่บางคน แต่เขาจะใช้เพื่อการทำงานและเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น

Generation Y (Why I was born?)

gen Y คือ ผู้ที่กำลังก้าวเข้ามาสู่วัยทำงาน

หากดูจากหลายๆตำราแล้ว gen Y จะจัดเป็นกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 15 - 30 ต้นๆ เป็นกลุ่มคนที่เกิดมาพร้อมกับความสงสัย เป็นรุ่นลูกของ gen X และมีปู่ย่าตายายเป็น gen B เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาด้วยความเพียบพร้อม และความสับสน

BK ให้ภาพ Generation Y แบบไทยๆ ไว้น่าสนใจว่า Gen ' Y เป็นกลุ่มคนที่เกิดในช่วงเวลาบ้านเมืองสงบและง่ายดายขึ้น พวกเขาไม่รู้จักเหตุการณ์ 14 ตุลาคม และยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พวกเขามีแม่บ้านคอยดูแลทำความสะอาดบ้านให้ มีรถที่พ่อแม่ซื้อให้ เชี่ยวชาญการท่องเน็ท เคเบิลทีวี และโทรศัพท์มือถือ หรือ PDAs ซึ่งทำให้เข้าถึงหาข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

BK ยังบอกอีกว่า นับแต่โมเดิร์นด็อก วงอัลเทอร์เนทีฟของเมืองไทยปรากฏตัวขึ้นเมื่อปี 1994, เป็นเอก รัตนเรือง ทำหนังฝันบ้าคาราโอเกะ ในปี 1997 ,แฟตเรดิโอ และอะเดย์ แมกกาซีน ในปี 2000 , ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้ Generation Y มีพื้นที่ของตัวเอง สื่อต่างๆ เหล่านี้บอกว่า ทุกๆ คนสำคัญและมีหนทางของตัวเอง การตลาดเพื่อคนส่วนใหญ่ ( mass ) นั้นเชย ( out ) ไปแล้ว การตลาดเล็กๆ แต่ เก๋ กำลังอิน พวกเขาเปลี่ยนผ่านจาก จิ๊กโก๋- เด็กอัลเทอร์-เด็กอินดี้ -และกลายเป็น-เด็กแนวในที่สุด

เรื่อง Relationships ของพวกเขา ยิ่งเป็นเรื่องง่ายของGen' Y เหมือนกับ กดปุ่ม " Add as Friend " ใน My Space เรื่องเอนเตอร์เทนทั้งหลายอีก Gen ' Y สนองความต้องการของตัวเองได้ทันที แค่ คลิก iTunes หรือ BitTorrent

ในที่ทำงาน BK บอกว่า Gen ' Y มักจะมีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก พวกเขามักจะต้องการเงินเดือนสูงๆ และไม่ต้องการไต่เต้าการทำงานจาก "ข้างล่าง" พวกเขาคาดหวังเงินเดือนมากกว่าคนที่มีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว 10 ปี

พวกเขาไม่ได้ต้องการคำแนะนำว่า ควรหรือไม่ควรทำอะไร ไม่เชื่อในการใส่ยูนิฟอร์ม ไม่เชื่อเวลา 9-5 ของออฟฟิศ เวลาทำงานให้ใครพวกเขาต้องการอิสระและเป็นตัวของตัวเอง พวกเขาพูดว่า "ไม่" ทันทีถ้าไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นส่วนใหญ่ และหลายๆ คนใน Generation Y มักจะทำงานแบบ Freelance

ถึงแม้ gen Y จะมีข้อเสียอยู่มาก แต่พลังทางความคิดก็เป็นที่ต้องการในสังคม(หากเอามาใช้ในทางที่ถูกนะ) แต่...อีกแล้ว...gen Y จัดว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความภักดีต่อองค์กรน้อยที่สุด เปลี่ยนงานบ่อยที่สุด

ที่มา:

http://www.faylicity.com/book/x.html

http://kororo.exteen.com/20080303/generation-y

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=a-wild-sheep-chase&month=12-2006&date=04&group=4&gblog=12การศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องของ Generation นั้นเรื่องที่มีผู้ให้ความสนใจและทำการศึกษากันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางสังคมศาสตร์ เช่น สาขาที่เกี่ยวข้องกับสังคมวิทยา ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและนิเทศน์ศาสตร์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เป็นต้น โดยมุมมองและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับ Generation นั้นจะมีผู้ที่จำแนกแบ่งออกเป็นรุ่นต่างๆ มากมาย ดังเช่นในสหรัฐฯ มีผู้แบ่ง Generation ออกเป็น 7 Generation ตั้งบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จนมาถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น

1) Lost Geration,

2) Gratest Generation

3) Baby Boomers

4) Generation Jones

5) Generation X

6) Generation Y

7) New Silent Generation

Generation X หรือ X Generation หรือ Gen-X : เป็นผู้ที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2508 - 2523 (ค.ศ.1965 – 1980) [6] คนในยุคนี้จะมีความแตกต่างกับคนในยุค Baby Boomers เพราะมีการต่อสู้ดิ้นรนที่น้อยกว่า เพราะเป็นคนในรุ่นลูกหลานของ Baby Boomers และเนื่องจากสภาพโดยรวมของเศรษฐกิจดีกว่ายุคที่ Baby Boomers กำลังอยู่ในวัยทำงาน ทำให้ Gen-X สามารถเลือกงานได้มากกว่า สามารถตั้งเงื่อนไขให้แก่ที่ทำงานได้ว่าตนเองต้องการทำงานแบบไหน เมื่อไร และอย่างไร คนในยุคนี้ในขณะที่มีอายุเท่ากันจึงต่างกันมาก Baby Boomers ทำงานด้วยความดิ้นรน ใช้แรงงาน รายได้น้อย และมักจะทำงานคนเดียว ในขณะที่ Gen-X ทำงานในลักษณะใช้ความคิด สมาชิกหลักในครอบครัวทำงานทั้งสองคน รายได้ดีทั้งคู่ ใช้ชีวิตแบบคนทันสมัย และหลายๆ คนเป็นหัวหน้างานของ Baby Boomers ที่อายุมากกว่า ประสบการณ์มากกว่า แต่การศึกษาต่ำกว่า นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการบางส่วนแบ่งคนในยุคนี้ออกเป็น กลุ่มย่อยที่เรียกว่า Yuppies ซึ่งเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวสมัยใหม่ในขณะนั้นที่มีรายได้สูง มีกำลังซื้อสินค้าแบรนด์เนมดัง ๆ เป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของภาพลักษณ์ กล้าที่จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย คนในยุคนี้หลายคนนิยมใช้บัตรเครดิต

Generation Y หรือ Y Generation หรือ Gen-Y หรือ Why Generation : เป็นผู้ที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523 - 2537 (ค.ศ.1980 – 1994) [7] : เป็นกลุ่มคนที่เกิดขึ้นมาท่ามกลางความแตกต่างระหว่าง Baby Boomers กับ Gen-X โดยที่ Baby Boomers อาจจะเป็นปู่ย่าตายายหรือญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว และมี Gen-X เป็นบิดามารดา โดยที่ Baby Boomers ในครอบครัวอาจจะอยากให้ Gen-Y ทำตัวอยู่ในกรอบ แต่ Gen-X กลับอยากให้ Gen-Y เป็นตัวของตัวเอง และท้าทายสิ่งที่เป็นอยู่เดิม Gen-Y จึงมักจะสับสน แต่ก็มีความต้องการที่จะสำเร็จในทุกอย่างที่สนใจอย่างรวดเร็วกว่า Baby Boomers และ Gen-X นอกจากนี้ Gen-Y ยังเป็นคนที่มีความใจร้อน ต้องการเห็นผลสำเร็จทุกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเชื่อในศักยภาพของตนเอง และเชื่อว่ามีความพร้อมด้านฐานะทางการเงินที่มักจะได้รับการสนับสนุนจาก Gen-X ซึ่งมีรายได้ดี โดยคนที่เป็น Gen-Y มีความเชื่อว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตจะเกิดขึ้นต้องทำงานหนัก ทำให้มีการแต่งงานช้าลง มักจะแต่งงานเมื่ออายุ 30 ขึ้นไป ถ้ามีแฟนแล้วแฟนมีอุปสรรคกับงานก็เลิกกับแฟน เลือกงาน คนกลุ่มนี้มักเปลี่ยนงานบ่อย มีการบริหารเงินจากเครื่องมือต่าง ๆ คนกลุ่มนี้จึงมีเครดิตการ์ดมากกว่า 1 ใบ มีการใช้บริการประเภท Personal Credit มากขึ้น

Generation Y คือเด็กวัยรุฯยุคใหม่

....เด็กเหล่านี้กล้าแสดงออก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว..โดยเฉพาะรูปร่าง หน้าตาที่สะดุดตา สะดุดใจ......พวกเขาไม่แคร์ต่อคำวิจารณ์ พกความมั่นใจมาเกินร้อย....จนบางคนดูแล้วไม่เห็นจะน่ารักเลย....

มีคนให้นิยาม ลักษณะของ Gen-Y ไว้ดังนี้

* มีความมั่นใจในตัวเองสูง

* กล้าแสดงออก ไม่หวั่นกับคำวิจารณ์

* ชอบทางลัด สะดวก รวดเร็ว และไฮเทคโนโลยีเป็นที่สุด

* ทุกคำถามมีคำตอบในโลกอินเตอร์เน็ต

* สมัครงานผ่านอินเตอร์เน็ต

* คุยกันทางอินเตอร์เน็ตติด MSN งอมแงม(แทนการคุยทางโทรศัพท์)

* เป็นสาวก ไอพอด ไอโฟน มีเสียงเพลงเป็นเพื่อน

* หางานที่ถูกใจทำโดยต้องใช้ชีวิตสบายไปพร้อมๆกับค่าตอบแทนสูง ไม่ต้องเข้าออฟฟิศให้ปวดหัว

* ชุดทำงานขอใส่ตามใจฉัน ขอให้วัดกันที่ผลงานเป็นพอ

* ไม่ต้องการเวลาทำงานที่แน่นอน งานหนักต้องมาพร้อมกับผลตอบแทนที่ตนพอใจ

แต่ในทางการตลาด นิยมแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเจเนอเรชั่น โอ หมายถึงกลุ่ม เบบี้ บูม ที่อายุ 60 ขึ้นไป กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มเจเนอเรชั่น เอ็กซ์ ที่มีอายุไม่เกิน 40 ปี และกลุ่มเน็กซเตอร์ หรือกลุ่มมิลเลนเนียล (Millionial Group) หรือ กลุ่มเจเนอเรชั่น วาย ที่มีอายุสูงสุดประมาณ 20 ปี อ่าเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=44635

ที่มา:http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=148&Itemid=73&ccselday=13&ccdate=7-2008

http://cms.srivikorn.ac.th/svk_forum/index.php?topic=148.0

http://prang9999.blogspot.com/2008/05/generation-y.html

ขอเสริมสักนิด..

หลังสมครามโลก ครั้งที่ 2 เข้าสู่ยุค Baby Boom (เด็กล้น)

Gen X มารับช่วงต่อ (ยุคคุมกำเนิด 1965 ถึงต้น 80)

สัญญลักษณ์ X แทนกากบาท (ไม่เอาเด็ก Baby Bust)

ยุคนี้ จึงเป็นยุคของคุณมีชัย วีรไวทยะ เจ้าพ่อถุงยาง (คุมกำเนิด)

ลูก ๆ ของ Gen X จะใส่เอวต่ำโชว์ขอบกางเกงใน เห็นร่องก้นเป็น

ตัว Y ก็เลยจำต้องรับฉายา Gen Y หรือล้อกันว่า Why it's me!

(ประมาณว่าโทษอะไรไม่ถนัดก็มาลงที่พวกกู) ฉายาที่โก้หน่อยก็

นิยมเรียกวันว่า "รุ่นมิลเล็นเนียม" (อายุ 16-30 ณ ปี 2008)

หลังรุ่น Gen Y โลกจะเข้าสู่ยุคนาโน ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียก

หรือให้สัญญลักษณ์อะไรอีก หวังว่าคงจะไม่บื้อ ๆ ทึ่ม ๆ ว่า Gen Nano

หรือ Gen N นะ

มีอะไรบ้างที่บ่งบอกว่า พวกนี้เป็น Gen Y

เมื่อปีที่แล้ว ผลสำรวจจากนักศึกษา 7,705 คนในสถาบันศึกษาที่อเมริกา

(ประเทศต้นกำเนิด Baby Boom, Gen X) ระบุว่า

* 97% มีเครื่องคอมพ์

* 97% นักดาวน์โหลด P2P (Peer to Peer)

* 94% มีและใช้มือถือ

* 76% ใช้ IM (Instant Messaging) และเป็นสมาชิก Social networking

* 15% เชื่อมต่อ IM ตลอด 24 ชม.ทุกวัน ตลอด 365 วัน/ปี

* 75% ของนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาใช้ Facebook

* 60% ใช้เครื่องเล่น MP3 พกพา (เป็นสาวก iPod)

* 49% ง่วนแต่ดาวน์โหลดเพลงจาก P2P

* 34% บริโภคข่าวสารอีเล็กโทรนิกส์เป็นแหล่งแรก

* 28% เขียนบล็อก 44% อ่านบล็อก

จะว่าไปแล้ว...

พวกเราในชุมชน Y! ก็โดนผี Gen Y อำอยู่เนือง ๆ นะ

Gen X

http://en.wikipedia.org/wiki/Generation_X

Gen Y

http://en.wikipedia.org/wiki/Generation_Y

เสริมท่านก่อนๆ ผมว่า ต่อจาก gen-M รุ่นล่าสุดคือ

5. gen-G

หรือ Graen Generation เกรียนเจเนเรชั่น (ไม่ได้กวนนะ พูดจริง แต่ใช้คำพูดไม่ค่อยเป็น ขอเรียกแบบนี้แล้วกัน)

คือวัย ป.- ม.ต้น ในปี 2008 เด็กส่วนใหญ่ในรุ่นนี้ ไม่ค่อยมีความฝันโตว่าขึ้นอยากเป็นอะไร ขาดแรงบันดาลใจแรงผลักดัน มีชีวิตไปวันๆ พร้อมกับอาการเสพติด เช่น เสพติดเกม อินเตอร์เน็ตเชิงบันเทิง วัตถุนิยม ฯลฯขอตอบตามที่ได้ศึกษามาบ้างนะคะ...

"การวิเคราะห์ผู้บริโภค..."

ปัจจุบันนี้ผู้บริโภคแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ คือ...

1.กลุ่ม Gen-B

Generation Boomer หรือ Baby Boomer Generation มีอายุปัจจุบันในช่วง

40-63 ปี ปัจจุบันนักการตลาดในหลายๆ ประเทศเน้นทำการตลาดกับกลุ่มนี้

เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อ มีศักยภาพในการบริโภคสินค้า

มีทัศนคติที่ดีต่อการซื้อจับจ่ายใช้สอยสินค้าเพื่อตัวเองและบุคคลใกล้ชิด

2.กลุ่ม Gen-X

Generation X มีอายุปัจจุบันอยู่ในช่วง 34-39 ปี บางตำราอาจกำหนดอายุของ

ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไว้ต่ำถึงคนที่มีอายุ 26 ปี ในประเทศไทยเคยแบ่งกลุ่มนี้เป็น

กลุ่มย่อยเรียกว่า "Yuppies" เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่กล้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ทำงานในลักษณะใช้ความคิด สมาชิกหลักในครอบครัวทำงานทั้งสองคน

ใช้ชีวิตแบบทันสมัย

3.กลุ่ม Gen-Y

Y Generation หรือ Why Generation อายุระหว่าง 25-33 ปี เป็นผู้ที่เกิดมา

พร้อมความสงสัยในความต่างทางความคิดของ Gen-B ที่อาจจะเป็นญาติ

ผู้ใหญ่ในครอบครัว และ Gen-X ผู้ซึ่งอาจจะเป็นผู้ให้กำเนิด ในขณะที่สมาชิก

Gen-B ในบ้านอาจเรียกร้องให้ Gen-Y ทำตัวอยู่ในกรอบ แต่ Gen-X กลับ

กระตุ้นให้ Gen-Y เป็นตัวของตัวเอง และท้าทายสิ่งที่เป็นอยู่เดิม Gen-Y จึงมัก

จะสับสน แต่ก็มีความต้องการที่จะสำเร็จในทุกอย่างที่สนใจอย่างรวดเร็ว

โดยทั่วไปแล้ว Gen-Y เป็นผู้บริโภคที่ใจร้อน ต้องการเห็นผลสำเร็จทุกอย่าง

อย่างรวดเร็วเนื่องจากเชื่อในศักยภาพของตนเอง กลุ่มคน Gen-Y เชื่อว่า

การประสบความสำเร็จในชีวิตจะเกิดขึ้นต้องทำงานหนัก ทำให้มีการแต่งงาน

ช้าลง ไม่ถึง 30 ไม่แต่ง ถ้ามีแฟนแล้วแฟนมีอุปสรรคกับงาน ก็จะเลิกกับแฟน

เลือกงาน คนกลุ่มนี้มักเปลี่ยนงานบ่อย มีเครดิตการ์ด>1ใบ ใช้บริการประเภท

Personal Credit มากขึ้น

4.กลุ่ม Gen-M

Gen-M หรือ Millennial Generation (ในบางตำรา Gen-M ถือว่าเป็นกลุ่มเดียว

กับ Gen-Z) หมายถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นเยาว์ ซึ่งอายุปัจจุบันในช่วง 18-24 ปี

บางตำราอาจครอบคลุมต่ำกว่า 18ปี บ้างก็เรียกคนกลุ่มนี้ว่า "เด็กแนว"

ผู้บริโภคกลุ่มนี้ เป็นผู้บริโภคที่เกิดมาและได้รับการดูแลเสมือนเป็นไข่ในหิน

ผู้ปกครองทุกคนในครอบครัวซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มอื่นๆ ได้แต่พร่ำสอนและ

ดูแลเพื่อไม่ให้สมาชิกในกลุ่มนี้ต้องตกอยู่ในอำนาจของสิ่งยั่วยุและยั่วยวน

ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในอดีต เช่น รายการทีวีมอมเมา บันเทิงยั่วยุอารมณ์

พฤติกรรมก้าวร้าว การตั้งครรภ์ในวัยไม่สมควร ฯลฯ

Gen-M จึงจัดได้ว่าเป็นผู้บริโภคแห่งความหวัง (Generation of Hope)

ที่ผู้ใหญ่หวังว่าจะมีชีวิตอยู่และแก้ไขความผิดพลาดที่ตนเคยทำในอดีต

คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ไม่ชิบเป็นลูกจ้าง

มีความต้องการเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก มีความอิสระในตัวเองค่อน

ข้างสูง มีแนวทางเป็นของตัวเองชัดเจน ไม่เหมือนใคร และไม่อยากให้

ใครเหมือน...

ที่มา : หนังสือหลักการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการสื่อสารเพื่อการพัฒนา

อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย : อาจารย์ณัฐนันท์ ศิริเจริญ

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Click to watch it and send it to everyone


Dear friends,

In 48 hours, the UN Security Council will meet again to discuss Palestine's bid to become the 194th country.

Already 700,000 of us have joined the campaign. But we need more of us to shift key countries to vote in favour.

Avaaz has made a powerful short video that tells the real story and why this is the best chance for peace.

Click to watch it and send it to everyone -- let's get 1 million signers now:

As violence sparks again and tensions rise in the Middle East, a new proposal for Palestinian independence is gaining steam across the globe -- if we can push it through the UN, it could open a new path to peace.

But key governments are still on the fence and to tip them to support independence we need to ramp up public pressure. Many people don't feel they understand the situation well enough to take action. To help, Avaaz has made a new short video that tells the real story about the conflict. If enough people see it, sign the petition and forward it to everyone -- our leaders will be forced to listen.

Almost 10 million of us are receiving this email. Let's change the conversation about the Middle East and build a tidal wave of support for Palestinian independence before the UN Security Council meets to discuss this initiative next week. Click below to watch the video, sign the petition, and forward this email to everyone:

http://www.avaaz.org/en/middle_east_peace_now/?vl

While the majority of Palestinian and Israeli people want a solution to the conflict based on two states, the Israeli extremist government continues to approve the building of settlements in contested areas -- fueling hate and bloodshed. Despite repeated efforts, decades of US-led peace talks have failed to rein-in the peace killers and get an agreement.

Right now, this independence proposal could be the best chance for years to break the stalemate, avoid another spiral into violence and level the playing field between the two parties to favour negotiations.

Last month, the Palestinians presented their bid at the Security Council. Over 120 countries support them, but the US rejects the proposal, and is sending a clear message to its European allies that supporting the legitimate Palestinian bid will strain bilateral relations. It is now up to us to tell key European leaders that public opinion is behind this diplomatic non-violent push and that citizen opinion should influence policy choices, instead of the preferences of the American government.

Our campaign is exploding across the world -- Almost 700,000 of us joined the call in the first days! It has been on the front page of major news media, cited at the UN Security Council, and tweeted by the Palestinian president himself! Now let's make sure it resounds in the ears of key European leaders whose support is critical. Click below to watch the video, sign the petition if you haven't yet, and forward this email to everyone -- let's reach 1 million signers:

http://www.avaaz.org/en/middle_east_peace_now/?vl

There is much misinformation about the Israeli-Palestinian conflict and many of us feel unsure about getting involved. But this short film lays it out clearly and can empower us to act. As a nearly 10 million-strong global network in every country in the world, we have the chance to provoke a vote that could turn the tide on decades of violence.

With hope,

Alice, Pascal, Emma, Ricken, David, Rewan, and the Avaaz team

MORE INFORMATION:

Israeli settlement plan earns ire of U.S., Palestinian Authority (CNN)
http://edition.cnn.com/2011/WORLD/meast/08/16/israel.settlements/

Palestinians to present statehood bid to UN General Assembly (Guardian)
http://www.guardian.co.uk/world/2011/aug/14/palestinian-statehood-un-general-assembly

Israeli minister: Cut ties with Palestinians (Associated Press)
http://www.google.com/hostednews/ap/article/ALeqM5ibKJgqvlCr_xCGw5Xb0kXhOiagjQ?docId=0b01e969e8504d42823abd51c2abf8fc

UN calls on Israel not to build new settlements in East Jerusalem (Ha'aretz)
http://www.haaretz.com/news/diplomacy-defense/un-calls-on-israel-not-to-build-new-settlements-in-east-jerusalem-1.378218


Support the Avaaz Community!
We're entirely funded by donations and receive no money from governments or corporations. Our dedicated team ensures even the smallest contributions go a long way.Donate to Avaaz





Avaaz.org is a 9-million-person global campaign network
that works to ensure that the views and values of the world's people shape global decision-making. ("Avaaz" means "voice" or "song" in many languages.) Avaaz members live in every nation of the world; our team is spread across 13 countries on 4 continents and operates in 14 languages. Learn about some of Avaaz's biggest campaigns here, or follow us on Facebook or Twitter.

This message was sent to bilal.ruzzeh@gmail.com. To change your email address, language, or other information,contact us via this form. To unsubscribe, send an email to unsubscribe@avaaz.org or click here.

To contact Avaaz, please do not reply to this email. Instead, write to us at www.avaaz.org/en/contact or call us at+1-888-922-8229 (US).






--
Regards,

Arab Canadian Family Club
www.acfcmontreal.com

familyclubb@gmail.com

เจ๋ง! ผู้ดีสร้างมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต เลียนแบบหนัง ทรอน

สอนให้รู้ว่า...จินตนาการไปอย่างไร นั่นก็คือจุดเริ่มของความจริง

คลิปมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต เลียนแบบหนัง ทรอน

คลิปมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต เลียนแบบหนัง ทรอน

คลิปมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต เลียนแบบหนัง ทรอน

คลิปมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต เลียนแบบหนัง ทรอน

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก youtube โพสต์โดย girleygirlfl , youtube โพสต์โดย ParkerBrosChoppers

ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง "ทรอน" (Tron) คงจะคุ้นกับภาพของมอเตอร์ไซค์ล้ำยุค สุดไฮเทคคันงามที่มีรูปทรงโดดเด่น สะดุดตา มาวันนี้มอเตอร์ไซค์คันดังกล่าวไม่ได้มีอยู่แค่ในภาพยนตร์อีกต่อไป เพราะล่าสุด มีทีมมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ของอังกฤษได้สร้างเลียนแบบมอเตอร์ไซค์ในเรื่องทรอนขึ้นมาจริง ๆ แล้ว

ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ มอเตอร์ไซค์สร้างขึ้นจากระบบซีจีไอกราฟฟิค (CGI graphics) และควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์และผู้ชำนาญในการเล่นเกม แต่ในเวอร์ชั่นของจริงที่ว่านี้ ดัดแปลงมาจากมอเตอร์ไซค์ของจริง สร้างโดยทีมงาน "ปาร์คเกอร์ บราเธอร์ส ชอปเปอร์ส" (Parker Brothers Choppers) โดยคันเลียนแบบนี้ มีขนาดยาว 2.4 เมตร กว้างประมาณ 70 เซนติเมตร มีน้ำหนักมากถึง 237 กิโลกรัม และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 192 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอีกด้วย

ส่วนหนึ่งที่ทำให้มอเตอร์ไซค์คันนี้มีน้ำหนักมากมายขนาดนั้นก็มาจากการเลือกใช้ยางรถบรรทุกแทนยางรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป ขณะที่เครื่องยนต์ก็ดัดแปลงมาจากเครื่องของซูซูกิ รุ่น 996 ซีซี แบบ 4 สูบ พร้อมอัดสปริงโหลดต่ำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านรูปทรงภาพนอกก็ใช้วัสดุอย่าง "ไฟเบอร์กลาส" (Fibreglass) ที่ทนต่อแรงกระแทก และอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะทำให้รถมีความแข็งแรงมากขึ้นนั่นเอง

คลิปมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต เลียนแบบหนัง ทรอน

และไหน ๆ ก็สร้างเลียนแบบขึ้นมาแล้ว เพื่อความสมจริงทางทีมงานจึงได้นำไฟ LED มาติดไว้ในส่วนที่เป็นล้อรถและตัวเครื่อง ให้สามารถส่องแสงได้ในยามค่ำคืนเหมือนในภาพยนตร์ยังไงอย่างงั้น ซึ่งสรุปเบ็ดเสร็จกับค่าใช้จ่ายในการสร้างมอเตอร์ไซค์เลียนแบบคันนี้ พวกเขาลงทุนใช้เงินไปมากถึง 1,617,000 บาทเลยทีเดียว

นายเจฟฟ์ ฮัลเวอร์สัน หนึ่งในทีมงานปาร์คเกอร์ บราเธอร์ส ชอปเปอร์ส กล่าวว่า "พวกเราดีใจมาก ๆ ที่สร้างมอเตอร์ไซค์คันนี้ให้สามารถนำใช้ในชีวิตจริง ๆ ได้ มันดูดี เท่ และดุดัน รวมถึงล้ำยุคล้ำสมัยแบบเกินคาดมาก ๆ แถมเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์คันนี้ก็แรงไม่แพ้มอเตอร์ไซค์ที่ใช้แข่งโมโตจีพีอีกด้วย "

ช่างเป็นความอลังการงานสร้าง ที่งานนี้ถ้าใจไม่รักจริง ๆ ไม่ลงทุนทำมากขนาดนี้แน่นอน ว่าแล้วก็ไปดูดีกว่าว่ามอเตอร์ไซค์ "ทรอน" เวอร์ชั่นของจริงที่ขับขี่ได้จริง ๆ นี้จะอลังการและสมกับที่พวกเขาลงทุนไปมากน้อยขนาดไหน เชิญรับชมได้จากคลิปด้านล่างนี้เลย...


คลิปมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต เลียนแบบหนัง ทรอน


คลิปมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต เลียนแบบหนัง ทรอน

นิวยอร์คสั่งอพยพด่วน ก่อนเฮอริเคนไอรีนพัดถล่มอาทิตย์นี้

นิวยอร์คสั่งอพยพด่วน ก่อนเฮอริเคนไอรีนพัดถล่มอาทิตย์นี้


นิวยอร์คสั่งอพยพด่วน ก่อนเฮอริเคนไอรีนพัดถล่มอาทิตย์นี้
ภาพแสดงทิศทางและวันที่เฮอริเคนพัดถล่มแต่ละพื้นที่


ขอขอบคุณภาพประกอบจาก weather.com


เว็บไซต์นิวยอร์คไทมส์ ของสหรัฐ รายงานเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมว่า ทางการนิวยอร์คสั่งประชาชนแพ็กกระเป๋าฉุกเฉิน และอพยพผู้คนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปอยู่ในที่ปลอดภัยด่วน ก่อนเฮอริเคน "ไอรีน" จะพัดถล่มมหานครนิวยอร์คในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้

โดยนายไมเคิล บลูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีแห่งมหานครนิวยอร์ค ได้ออกประกาศภาวะฉุกเฉิน และออกเตือนประชาชนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า พายุเฮอริเคนไอรีน กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐในขณะนี้ และจะเคลื่อนตัวเข้าถล่มนิวยอร์คประมาณเช้ามืดวันอาทิตย์ (28 ส.ค.) ที่จะถึงนี้ โดยพายุอาจทวีความรุนแรงขึ้นสู่ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับที่อันตราย และอาจส่งผลให้ลมแรงพัดบ้านเรือนพังเสียหาย ฝนตกหนัก น้ำท่วม ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์คเตรียมรับมือกับพายุเฮอริเคนลูกนี้อย่างเร่งด่วน โดยให้เตรียมกระเป๋าฉุกเฉินที่มีอุปกรณ์จำเป็นในการใช้ชีวิตยามฉุกเฉินบรรจุอยู่ในนั้นครบถ้วน แล้วอพยพขึ้นที่สูงซึ่งจะปลอดภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังมีคำสั่งอพยพผู้ป่วยจากโรงพยาบาล คนชราจากสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้ไปอยู่ในที่ปลอดภัย โดยกำชับว่า การอพยพและการเตรียมรับมือทุกอย่างจะต้องเสร็จสิ้นภายในคืนวันศุกร์นี้ และหากเจ้าหน้าที่ทางการจะสั่งอพยพประชาชนเพิ่มเติม ก็ขอให้ตัดสินใจให้ได้ภายในวันเสาร์ ส่วนประชาชนก็ขอให้ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากทางการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ทางการนิวยอร์คยังเปิดเผยอีกว่า ทางการนิวยอร์คอาจจะต้องปิดระบบการขนส่งทันทีที่พายุเฮอริเคนพัดกระหน่ำในวันอาทิตย์ เรื่อยไปจนถึงคืนวันจันทร์ และอาจจะเป็นช่วงที่ไฟฟ้าถูกตัด ไม่สามารถใช้การได้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ที่พายุเฮอริเคนไอรีนเคลื่อนตัวผ่าน

ทั้งนี้ เฮอริเคนไอรีน จะเป็นพายุเฮอริเคนลูกแรกที่พัดกระหน่ำมหานครนิวยอร์คในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่พายุเฮอริเคนกลอเรียได้พัดกระหน่ำนิวยอร์คไปเมื่อเดือนกันยายน ปี 2528

ขณะเดียวกัน ในอีก 5 รัฐของสหรัฐฯ ได้แก่ นิวเจอร์ซีย์ เวอร์จิเนีย แมรี่แลนด์ นอร์ธแคโรไลนา และเดลาแวร์ ก็ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเช่นกัน และได้สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงแล้ว โดยในรัฐนิวเจอร์ซี เขตแคปเมย์ได้สั่งอพยพประชาชนกว่า 750,000 คน ส่วนในชายฝั่งนอร์ธแคโรไลนา ก็ได้สั่งอพยพประชาชนแล้วกว่า 200,000 คน ขณะที่ทางกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐ คาดว่าเฮอริเคนไอรีนจะเคลื่อนตัวเข้าสู่นอร์ธแคโรไลนาและเวอร์จิเนียในวันเสาร์ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวกระหน่ำนิวยอร์คในวันอาทิตย์

สำหรับการพัดกระหน่ำชายฝั่งของเฮอริเคนไอรีนระลอกนี้ ได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนหลายหลังบนเกาะบาฮามาส เฮติ และฟลอริดามาแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ไฟฟ้าในพื้นที่ที่พายุเคลื่อนตัวผ่านถูกตัด และประชาชนเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บอีกไม่ต่ำกว่า 10 ราย

การรักษาภูมิแพ้ด้วยธรรมชาติบำบัด



การรักษาภูมิแพ้ด้วยธรรมชาติบำบัด

โดยpcha kkhampa

โดย : นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล

อาการภูมิแพ้มีอะไรบ้าง

1. แพ้อากาศ หวัดเรื้อรัง (Allergic rhinitis)ตอนเช้ามีน้ำมูก มีเสมหะในคอตลอดเวลา

2. หอบหืด (Asthma) เป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้ต่อตัวเอง เนื้อเยื่อในหลอดลมจะบวม หลอดลมตีบ หายใจลำบาก

3. ภูมิแพ้ของตาและหู (Allergic conjunctivitis) จะมีอาการคัน ระคายเคือง แสบเคืองตา มีตุ่มเม็ดเล็กอยู่ในหูหรือหูอื้อ น้ำหนวก

4. ผื่นแพ้ (Urticaria, Dermatitis, Eczema) หรือลมพิษ คือโดนสารที่ระคายเคือง จะเกิดผื่นขึ้นมา

5. แพ้อาหาร (Food allergy) เช่น แพ้อาหารทะเล

6. แพ้แมลงและปฏิกิริยาแอนาฟัยแลคติก (Anaphylactic) ที่พบมากคือ แพ้แมลงสาบ

7. แพ้ยา (Drug allergy)

แพ้อากาศ หวัดเรื้อรัง (Allergic Rhinitis)

- พบบ่อยที่สุด 20 % ของเด็กจะมีอาการเมื่ออายุ 2- 3 ปี 30 % จะมีอาการต่อมาจนถึงวัยผู้ใหญ่

- พบมากขึ้นเรื่อยๆ 50 % ประชากรในสังคมที่พัฒนาแล้วและกลายเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของโรคเรื้อรังที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

ในปี 1987 ค่ายาต่างๆ รักษาภูมิแพ้อากาศคิดเป็นเงินทั้งหมด 1 พันล้านดอลลาร์ในอเมริกา ถ้าเป็นมาก คิดเป็นจำนวนคนที่ขาดงาน 800,000 กว่าวัน หรือเป็นเด็กขาดเรียน 800,000 กว่าวัน

สาเหตุ จากสารที่กระตุ้นทำให้แพ้ ได้แก่ ไรฝุ่น ปีกแมลงสาบ เกสรดอกไม้ กระบวนการภูมิต้านทานของเราเอง เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เจอกับสารแปลกปลอมแล้วมันจะจำเอาไว้ว่าเป็นสารแปลก ปลอมที่ต้องกำจัดทิ้ง เผอิญสารแปลกปลอมนี้ไปคล้ายกับสารที่มีอยู่ในตัวเราเอง ฉะนั้นแทนที่มันจะไปจัดการสารแปลกปลอมนั้น แต่กลับไปจัดการกับสารในร่างกายของเราเอง ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ อีกตัวหนึ่งที่สำคัญคือ Immuglobullin E (IgE) ถ้าเป็นภูมิแพ้มาก จะตรวจพบ IgE สูง และอีกตัวที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ Mast cell อยู่ที่ผิว มีสารฮีสตามีน Histamin ผลิตออกมา คนที่แพ้ผื่นพิษ จะแก้โดยการกินยาแอนตี้ฮีสตามีน (Anti histamine)ซึ่งเป็นตัวที่ต้านกับสารที่ Mast cell ผลิตออกมา เป็นทฤษฎีที่การแพทย์แผนปัจจุบันนำมาใช้ แต่ในมุมมองของธรรมชาติบำบัด นอกจากในเรื่องของปัจจัยนี้ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยภายใน เราทำอะไรไม่ได้ เป็นภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นภายในตัวของเราเอง เราต้องกินยากดอาการแพ้ไปเรื่อยๆ แต่สาเหตุที่น่าสนใจคือ ออกซิเดตีบ สเตรส (Oxidative Stress) คือปฏิกิริยาอนุมูลอิสระ จากประชากรที่เป็นภูมิแพ้จำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก จะเกิดจากการทำงานหนัก, อดหลับอดนอน, กินไม่ดี, อยู่ในที่ที่มีมลพิษมาก ที่ทำงานสูบบุหรี่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระ คือสารตัวหนึ่งที่อิเล็กตรอนหายไป 1 ตัว ซึ่งสารในโลกนี้จะอยู่ได้ต้องมีอิเล็กตรอนครบคู่ ถ้าสารตัวนั้นขาดอิเล็กตรอนไป 1 ตัว จะอยู่ไม่ได้ จะต้องขโมยอิเล็กตรอนจากที่อื่นมา ในร่างกายของคนใดก็ตามที่มีอิเล็กตรอนอยู่มาก อนุมูลอิสระจะขโมยอิเล็กตรอนจากโมเลกุลที่อยู่ในร่างกาย ถ้าขโมยได้โมเลกุลนั้นก็จะผิดรูปร่าง ถ้าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับโปรตีนของเรา จะเกิดปัญหา คือร่างกายของเราสามารถจำโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นทุกชนิด จะไม่ทำร้ายโปรตีนนั้น แต่ถ้าเจอโปรตีนแปลกปลอม หรือสงสัยว่าเป็นแบคทีเรียจะกำจัดทิ้ง หรือเจอโปรตีนแปลกปลอมที่เซลล์มะเร็ง ต้องกำจัดทิ้ง ในคนปกติที่ไม่เป็นมะเร็งไม่มีเชื้อโรคเข้ามา แต่มีอนุมูลอิสระอยู่มาก ซึ่งอนุมูลอิสระจะไปทำให้โปรตีนเสียรูปร่าง ปรากฏว่าเม็ดเลือดขาวมาพบโปรตีนนี้ สงสัยว่าไม่ใช่โปรตีนของตนเอง แต่เป็นเชื้อโรค จะส่งเม็ดเลือดขาวไปทำลาย ทำให้เกิดอาการอักเสบบวมเกิดขึ้น ถ้าเกิดที่โพรงจมูกทำให้เยื่อจมูกเราบวม เกิดเป็นภูมิแพ้อากาศ แต่ถ้าเหตุการณ์ไปเกิดที่หลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมบวมจะเป็นหอบหืด หรือถ้าไปเกิดที่ข้อ จะเป็นข้ออักเสบ รูมาตอยด์ต่างๆ ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งตัว จะเป็น SLE ภูมิแพ้ทั้งระบบ ฉะนั้นในมุมมองธรรมชาติบำบัด อนุมูลอิสระสามารถหลีกเลี่ยงได้ อาการภูมิแพ้จะดีขึ้นหรือ อนุมูลอิสระมีสารบางอย่างใช้สู้อนุมูลอิสระได้ ถ้าเราใช้สารประเภทนี้เข้ามาช่วยรักษา มันจะไปสะท้านฤทธิ์กับอนุมูลอิสระทำให้โปรตีนไม่เสียรูปร่าง อาการภูมิแพ้จะดีขึ้น จะเป็นทฤษฎีการรักษา

อาการและอาการแสดง

- คันจมูก (Itching) อาจร่วมกับ คอ ตา ผิวหนัง ก็ได้

- น้ำมูกไหล (Runny nose)

- การรับกลิ่นเสียไป (Impaired smell)

- จมูกตัน (Nasal congestion)

- ไอ (Coughing)

- ปวดศีรษะ (Headache)

- น้ำตาไหล (Tearing eyes)

- หายใจเสียงดัง (Sneezing wheezing)

การวินิจฉัย

- ซักประวัติ ตรวจร่างกาย

- Skin Test คือ การทดลองโดยนำเข็มสะกิดตามผิวหนังให้เป็นแผล และเอาสารที่คนส่วนใหญ่แพ้ไปหยอดตามแผล ถ้าบวมแดงมากตรงจุดไหนแสดงว่าเราแพ้สารตัวนั้น แต่ Skin test ไม่จำเป็นต้องทำทุกราย ทำเพื่อให้ทราบว่าเราแพ้อะไรเท่านั้นเอง การปฏิบัติตัวต้องดูแลตนเอง

การรักษา

1.หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ แต่คนไทยมักแพ้อาหาร นมวัวมาก ลองหลีกเลี่ยงนมวัวระยะหนึ่ง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์จากนมวัวทุกชนิด ไอศกรีม คอฟฟี่เมต อาการภูมิแพ้จะดีขึ้นมาก เรานิยมบริโภคนมวัวเพราะมีแคลเซียมมาก ต้องการโปรตีน อาจหาแคลเซียมจากแหล่งอื่นแทน เช่นนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม, ปลาเล็กปลาน้อย,งาดำวันละ 3 ช้อนโต๊ะเท่ากับแคลเซียมที่ต้องการใน 1 วัน ต้องเป็นงาดำบดเพราะแคลเซียมจะดูดซึมได้

2. รักษาด้วยยา

- Antihistamin (แอนตี้ฮีสตามิน) เด็กที่กินยาแทนที่ฮีสตามินจะมีผลข้างเคียง ทำให้เบื่ออาหาร ,ตัวจะเล็ก

- Steroids (สเตียรอยด์) ใช้ระยะยาวไม่ดี จะกดภูมิต้านทาน จะกดภูมิต้านทานจะทำให้อ้วนฉุได้

- Decongest anis ยาพ่นจมูก

3. Immunotherapy (อีมโมโนเธอราพี) เป็นการปรับภูมิต้านทาน คือทำให้ร่างกายชินกับสารแพ้ชนิดนั้น ตอนแรกถ้าแพ้มากให้สารนั้นปริมาณน้อย ถ้าชินแล้วจึงใส่เพิ่มจนสามารถทนระดับของสารแพ้ตัวนั้น

ธรรมชาติบำบัดรักษาภูมิแพ้

1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เช่น ขนสุนัข, ควันบุหรี่, เกสรดอกไม้, ฝุ่นในบ้าน,นมวัวและผลิตภัณฑ์จากวัว

2. ปรับอาหาร โดยการกินอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี คนเราสร้างวิตามินซี ไม่ได้ ไม่เหมือนสุนัข, แมว ซึ่งสร้างวิตามินซีได้ วิตามินซีจะอยู่ในอาหารประเภทเปรี้ยว , ฝาด, คือ ผัก ผลไม้ที่สดๆ อนุมูลอิสระอีกกลุ่มหนึ่ง คือ วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน ซึ่งอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีเขียวจัด , สีเหลือง, สีแดง,สีม่วง, แครอทมีเบต้าแคโรทีน แต่มีไม่มาก แครอท 100g มีวิตามินเออยู่ 1,144 อินเตอร์เนชั่นแนลยูนิต แต่ที่มีเบต้าแคโรทีนมาก คือ ผักเหลียง ,ผักปัง,ผักขี้เหล็ก 100 g มีวิตามินเอ 43,333 อินเตอร์เนชั่นแนลยูนิต มากกว่าแครอท 40 เท่า วิตามินอีกตัวที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คือวิตามินอี ซึ่งมีอยู่ในเมล็ดธัญพืช เช่น เมล็ดทานตะวัน,เมล็ดฟักทอง,จมูกข้าว ฉะนั้นควรกินข้าวกล้องจะมีจมูกข้าวมาก คนที่เป็นภูมิแพ้ถ้าอยากหายควรกินข้าวกล้อง น้ำผลไม้สดวันละ 2 แก้ว

3. การออกกำลังกาย ต้องสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 วันๆละ ½ ชั่วโมง ทำให้ภูมิแพ้ดีขึ้น

4. เพิ่มภูมิต้านทาน เช่น อบสมุนไพร ,ซาวน่า .อาบแสงตะวัน เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจะมีไข้ ไข้ไม่ใช่สิ่งที่เชื้อโรคสร้างขึ้นมา แต่เป็นสัญญาณเพื่อกระตุ้นให้ภูมิต้านทานออกมาทำงานให้สมดุลขึ้น แต่ถ้าเราปกติ สามารถกระตุ้นให้ภูมิต้านทานทำงานโดยการทำให้มีไข้ โดยไปอบซาวน่าหรืออาบแสงตะวัน ร่างกายจะเหมือนมีไข้ ภูมิต้านทานจะออกมาทำงาน แสงแดดควรเป็นช่วงบ่าย หันหน้า-หลัง ข้างละ 10 นาที หรืออาบน้ำอุ่นสลับน้ำเย็นอย่างละ 1 นาที สัก 2-3 รอบก็ได้

ธรรมชาติบำบัดรักษาภูมิแพ้

1. วิตามิน อาจใช้วิตามินเม็ดมาเสริม ถ้ารับประทานผักผลไม้ไม่เพียงพอ

2. การอดล้างพิษ ถ้ามีอนุมูลอิสระ,สารพิษมากใช้วิธีนี้จะได้ผลโดยเฉพาะเป็นภูมิแพ้

3. การสวนล้างลำไส้ เช่นสวนกาแฟ

4. การฝังเข็ม

5. การให้วิตามินระดับสูงทางเส้นเลือดดำ

การอดเพื่อสุขภาพ

การอดมีตั้งแต่สมัยโบราณ มีทุกชาติทุกศาสนา และเป็นสัญชาติญาณการอดของสัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์เรา เช่น การเจ็บป่วย จะเบื่ออาหาร ทางวิทยาศาสตร์จะมี3 ทฤษฎี ที่อธิบายเรื่องการอดทำไมส่งผลดีต่อร่างกาย

1. ทฤษฎีการถ่ายเทพลังงาน การกินอาหาร จะใช้พลังงานในการย่อยอาหาร ถ้าเราอดอาหาร ร่างกายจะไม่ใช้พลังงาน แต่จะใช้พลังงานในการกำจัดสารพิษแทน

2. ทฤษฎีอนุมูลอิสระ การกินอาหารเหมือนการเอาเชื้อเพลิงเข้าไปในร่างกาย ทุกครั้งที่มีการเผาเชื้อเพลิงจะเกิดอนุมูลอิสระทุกครั้ง เช่น นำฟืนมาจุดไฟ ออกซิเจนจากอากาศมารวมตัวเกิดเป็นไฟความร้อน เผาไหม้เชื้อเพลิงคือฟืนจะหายไป แต่จะเกิดเขม่าควันก็คืออนุมูลอิสระ เช่นเดียวกับร่างกายของเรา เมื่อกินอาหาร ข้าวและไขมันคือเชื้อเพลิง การหายใจคืออกซิเจนเข้าไปสันดาปเกิดเป็นพลังงาน สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือ อนุมูลอิสระ ฉะนั้นคนที่กินน้อยอยู่นาน เพราะร่างกายเผาผลาญน้อยลง อนุมูลอิสระจะน้อย สุขภาพจะดี

3. ทฤษฎีขับสารพิษจากลำไส้ใหญ่ โดยที่ลำไส้ใหญ่ มีหน้าที่

1) เป็นที่พักอุจจาระ ลำไส้ใหญ่จะพองตัวเป็นที่เก็บอุจจาระ อาหารทางปากจนถึงทวารหนัก ใช้เวลา 24- 48 ชั่งโมง

2) เป็นทางผ่านของสารพิษ ซึ่งสารพิษต่างๆในร่างกายจะดูดขับโดยตับ แล้วขับออกกับน้ำดี น้ำดีเข้ามาผสมกับกากอาหารที่เหลือจากการย่อย คือ อุจจาระซึ่งมีสีเหลืองของน้ำดี อยู่ด้วย

3) การดูดน้ำกลับ ทำให้อุจจาระเป็นก้อน ปัญหาคือ บางคนท้องผูก 7 วัน อุจจาระดูดน้ำกลับเรื่อยๆ อุจจาระจะแข็ง สารพิษจะดูดกลับไปกับน้ำด้วยทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

การอดอาหารมีหลายวิธี ถ้าอดด้วยผลไม้ เราจะได้วิตามินต่างๆ ทำให้ร่างกายขับสารพิษได้ดีขึ้น นอกจากนี้ผลไม้จะมีเส้นใยสูง จะทำหน้าที่เหมือนไม้กวาดที่คอยปัดกวาดเอาของเสียออกมาได้ดีขึ้น ถ้าอด 7 วัน ร่างกายจะเกลี้ยงเกลาสะอาด

ชนิดของอด

- อดไม่กินอะไรเลย

- อด + กินแต่น้ำเปล่า

- อด + กินแต่น้ำผลไม้

- กินแต่ผลไม้อย่างเดียว

นิยามของการอด

การกำจัดการกินอาหารที่ให้พลังงานไม่เกิน 800 แคลลอรี่ / วัน ซึ่งเป็นพลังงานที่น้อยที่สุดที่ร่างกายต้องการ แหล่งพลังงานสำรองของร่างกายคือ ไกลโคเจนซึ่งอยู่ในกล้ามเนื้อร่างกายจะใช้ไกลโคเจนไปเมื่อไกลโคเจนใกล้หมด ร่างกายจะใช้พลังงานแหล่งที่ 2 คือไขมัน ทำให้ผอมลง

ผลไม้สำหรับการอด

ผลไม้เนื้อโปร่งไม่หวาน เช่น มะละกอ , ฝรั่ง, ชมพู่,แตงโม, สับปะรด ห้ามผลไม้หวานจัด เนื้อแป้งเยอะ เช่น ทุเรียน , ละมุด,กล้วย

ระยะต่างๆ ของการอด

ระยะที่ 1 1-6 ชั่วโมง ระยะหิว- ระหว่างที่อดระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงทำให้หิว

ระยะที่ 2 6-18 ชั่วโมง ระยะโหย จะไม่ค่อยมีแรง เริ่มใช้พลังงานจากไกลโครเจนที่ตับและใช้ไขมัน จนน้ำตาลใน เลือดปกติ อาการหิวจะหายไป

ระยะที่ 3 12-48 ชั่วโมง ระยะซ่านพิษ ระยะนี้อาการจะเป็นมากขึ้น ช่วงสั้นเกิดจากสารพิษสะสมในร่างกาย เป็นสารพิษที่ละลายในไขมัน จะถูกละลายในกระแสเลือด ช่วงนี้อาการภูมิแพ้จะมาก เป็นช่วงที่ควรไปสวนกาแฟ ซึ่งกาแฟจะกระตุ้นให้ตับขับสารพิษออกมาได้ดี ควรผ่านระยะนี้ให้ได้

ระยะที่ 4 เลย 48 ชั่วโมง ระยะปลอดพิษ ระยะนี้อาการภูมิแพ้จะลดลง

ล้างพิษ 10 วัน

วันที่ 1 วันเตรียมตัวอด คือ กินอาหารลดลงทีละหมู่ ในตอนเช้ากินทุกหมู่ มื้อกลางวันให้ตัดหมู่ คาร์โบไฮเดรต งดข้าว มื้อเย็น กินแต่ผัก ผลไม้ กินปลามื้อสุดท้าย เนื่องจากระยะที่ 2 หรือระยะโหย ร่างกายจะเอาไกลโครเจนมาใช้ จะเกิดกรดแลคติก คือ เลือดเป็นกรดมากขึ้น แล้วร่างกายจะมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ถ้ากินข้าวมาตลอด เลือดจะเป็นกรดมาก อาการครั่นเนื้อตัวจะมาก ฉะนั้นจึงต้องงดแป้งก่อนมื้อแรก แต่ยังใช้พลังงานจากไขมันหรือโปรตีนอยู่ ความเป็นกรดของเลือดก็จะไม่มาก

วันที่ 2-3 วันอด กินผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน ( เนื้อโปร่ง ไม่หวานจัด) เรียกว่า Mono diet เพราะกินแล้วเบื่อทำให้หยุดกิน และกินอาหาร 1 ชนิด ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยเพียง 1 ชนิด เอาพลังที่เหลือจากหลั่งน้ำย่อยชนิดเดียว ไปขับสารพิษ

วันที่ 4-8 วันกินอิ่ม กินผักผลไม้หลายชนิด เพราะพิษถูกขับไปเกือบหมดอาหารหลักเป็นสลัดผัก, แกงจืดผัก, แกงส้ม, ผัดผัก ไม่ใช่โปรตีน สามารถกินจนอิ่ม ไม่หวานหรือมีน้ำมัน อาจเป็นเมล็ดธัญพืช ½ ช้อนโต๊ะ

วันที่ 9-10 วันเตรียมเลิก กินข้าว 1 มื้อ กินปลา 1 ขีด 1 มื้อ เพราะช่วงนี้ไม่มีน้ำย่อย กินมากจะท้องอืด ปวดท้อง และการอดนี้จะช่วยรักษาโรคกระเพาะ

หลังจากนั้น กินตามปกติ คือ ข้าวกล้อง ผลไม้ ผัก ถ้าทานเป็นประจำสารพิษจะถูกขับสม่ำเสมอ อาการภูมิแพ้จะดีขึ้น ควรอดล้างพิษ 10 วัน นี้ทุก 6 เดือน (ปีละ2 ครั้ง) แต่สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้ควรทำทุกสัปดาห์ ระหว่างนั้นให้ควบด้วยการล้างย่อย โดยการอดล้างพิษแบบ 1 วันทุกสัปดาห์ ใช้วันหยุด มี 4 สูตรให้เลือก คือ

สูตร

ตอนเช้า

ตลอดวัน

วันรุ่งขึ้น

1

น้ำผลไม้ 1 แก้ว + มะละกอ

มะละกออย่างเดียว

สวนกาแฟหรือน้ำเปล่า 1,600 ซีซี + เกลือแกง 3 ช้อนชา + มะนาว 4 ลูก ดื่มให้หมดทีเดียว ตอนเช้าแล้วจะถ่าย

2

น้ำส้ม 1 แก้ว + มะละกอ

กินน้ำส้มอย่างเดียว

สวนกาแฟหรือน้ำมะนาว 1 แก้ว

3

น้ำส้ม 1 แก้ว + มะละกอ

กินน้ำเปล่า

น้ำมะนาว 1 แก้ว

4

น้ำส้ม 1 แก้ว + มะละกอ

ไม่กินอะไรเลย

น้ำมะนาว 1 แก้ว

การสวนกาแฟจะสวน 2 สัปดาห์ / 1 ครั้ง ถ้าอาการภูมิแพ้ยังเป็นมาก ต้องสวนกาแฟถี่ขึ้น เช่นสวนวันเว้นวัน

ทางศูนย์ธรรมชาติบำบัลวีได้เก็บข้อมูล ผู้ป่วยภูมิแพ้ที่เข้ามาทำการรักษาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2546- 31 ก.ค.2547

โดยมีหลักการการเลือกผู้ป่วยคือ

- เป็นโรคภูมิแพ้อากาศอย่างเดียว หรือร่วมกับอาการอื่นของภูมิแพ้ด้วยเช่น ผื่น อาการคันตา อาการคันคอ เป็นต้น

- มาติดตามการรักษาสม่ำเสมอ จนจบการรักษาครบ 10 ครั้ง

- ไม่มีภาวะแทรกซ้อนด้วยโรคเรื้อรังและรุนแรงอื่นๆ เช่นมะเร็ง ไตวายเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง, เบาหวาน เป็นต้น เพราะอดโดยใช้ผลไม้ไม่ได้

โรคแบ่งระดับการรักษา

- ระดับที่ 1 เป็นไม่มาก ปรับอาหาร,ปรับพฤติกรรม,วิตามินรับประทาน

- ระดับที่ 2 เป็นระดับกลางใช้ตามข้อที่ 1+ การฝังเข็มและสวนกาแฟ

- ระดับที่ 3 เป็นระดับมากใช้ตามข้อที่2+วิตามินซี ระดับสูงทางเส้นเลือดดำ

เกณฑ์ประเมินผล

- กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองดีมากต่อการรักษามีอาการดีขึ้น (A) 75% ขึ้นไป โดยไม่ต้องกินยาภูมิแพ้อีกเลย

- กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อการรักษามีอาการดีขึ้น (B) 50-75 % อาจกินยาภูมิแพ้อยู่บ้าง แต่อาการดีขึ้น

- กลุ่มผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาพอใช้ มีอาการดีขึ้น 25- 49 %

- กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามีอาการคงเดิม ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ สามารถปรับพฤติกรรมได้ง่ายใช้ธรรมชาติบำบัดแล้วจะไม่เป็นอีก

เรียบเรียงโดย : นางชุติมา ปกป้อง
กองการแพทย์ทางเลือก


การบรรยายประชุมวิชาการกรมพัฒน์ (วันพุธ)
เรื่อง "การรักษาภูมิแพ้ด้วยธรรมชาติบำบัด"
โดย นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
วันที่ 23 สิงหาคม 2548 เวลา 10.00-12.00 น.
ณ ห้องประชุมเบญจกูล กรมพัฒน์ฯ

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แนะนำบ้านจิตสบาย แหล่งเรียนรู้และภาวนาโดยการเจริญสติ

Dhammada News :


บ้านจิตสบายใช้เป็นที่แสดงธรรมด้านการเจริญสติของครูบาอาจารย์สายต่างๆ และยังเป็นสถานที่สัปปายะอันเหมาะแก่การเจริญสติ เนื่องจากสงบเงียบ แต่ไม่เปลี่ยว เดินทางสะดวก ห่างจากถนนพุทธมณฑลสาย 2 เพียง 150 เมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีแหล่งข้อมูลให้ผู้สนใจได้สืบค้น อาทิ ฐานข้อมูลมัลติมีเดีย และห้องสมุดธรรมะ เป็นต้น มีการจัดอบรมด้านการเจริญสติในบางโอกาส

ผู้สนใจสามารถเข้าใช้บริการได้ทุกวัน ตั้งแต่ 9.00 – 18.00 น. หยุดวันพุธ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-448-3392 หรือwww.jitsabuy.com

บ้านจิตสบาย แหล่งเรียนรู้และภาวนาโดยการเจริญสติ

บ้านจิตสบายก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบแทนพระคุณแก่พระรัตนตรัย ตลอดถึงครูบาอาจารย์ผู้สั่งสอนธรรมะไว้ดีแล้ว ในการเผยแผ่หลักธรรม อันมุ่งสู่ความพ้นทุกข์ในพุทธศาสนาแก่สาธารณชน โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการเจริญสติตามหลักในสติปัฏฐานสี่ (กาย เวทนา จิต ธรรม) เพื่อประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชนผู้สนใจทั่วไป และเก็บอนุรักษ์เพื่อถ่ายทอดสืบต่อไปจนถึงชนรุ่นหลัง

กิจกรรมของบ้านจิตสบาย

1. เป็นสถานที่แสดงธรรมเกี่ยวกับการเจริญสติ (ท่านสามารถตรวจสอบกำหนดการแสดงธรรมต่างๆ ได้จาก ปฏิทินธรรม )
2. เป็นสถานที่สัปปายะเพื่อการภาวนา
3. เป็นแหล่งศึกษา และอนุรักษ์คำสอน เกี่ยวกับการเจริญสติ
4. ผลิตสื่อธรรมะแจกตามโอกาส ได้แก่ หนังสือ และซีดี
5. อื่นๆ สำหรับงานกุศล เช่น ถวายทาน, กิจกรรมอาสา เป็นต้น

ภายในบ้านจิตสบาย ประกอบด้วย

1. ศาลาไตรสิกขา เป็นศาลาแสดงธรรม มีพื้นที่ภาวนาโดยรอบ

ศาลาไตรสิกขา

พระประธาน ภายในศาลาไตรสิกขา
2. พื้นที่สำหรับการภาวนาและลานจงกรม ภายในบริเวณสวน

3. อาคารเจริญธรรม เป็นอาคาร 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องสมุด ห้องกรรมฐาน ห้องเอนกประสงค์ และส่วนของสำนักงาน

อาคารเจริญธรรม

ห้องกรรมฐาน

ห้องสมุดเกี่ยวกับการเจริญสติ

4. โรงทาน สำหรับใช้รับประทานอาหารพร้อมบริเวณชำระล้างภาชนะ

เวลาทำการ 9.00 – 18.00 น. หยุดวันพุธ



แผนที่บ้านจิตสบาย

การเดินทาง
1. เข้าทางด้านถนนกาญจนภิเษก จุดสังเกตหลัก คือ สมาคมชาวปักษ์ใต้ (ตรงข้ามเนติบัณฑิตฯ)
2. มาจากถนนบรมราชชนนี เลี้ยวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 2
เข้าสู่ถนนสุขาภิบาลบางระมาด (ห่างจากถนนพุทธมณฑลสาย 2 ประมาณ 150 เมตร)
3. มาจากถนนเพชรเกษม เลี้ยวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 2
เข้าสู่ถนนสุขาภิบาลบางระมาด (ห่างจากถนนพุทธมณฑลสาย 2 ประมาณ 150 เมตร)

รถประจำทางที่ผ่าน สาย 157, 123, ปอ.พ.79

แผนที่การเดินทาง (คลิ๊กที่รูปเพื่อขยายแผนที่)

พิกัดของบ้านจิตสบาย N 13.765402, E 100.396768




ดู บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย 2 ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

* หมายเหตุ ในการสอนการเจริญสติปัฏฐานด้วยการดูจิต ตามวิธีการที่หลวงพ่อปราโมทย์แนะนำนั้น เริ่มแรกหลวงพ่อจะสอนให้หัดรู้ทันสภาวะที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดสติ และให้หยุดการฝึกตามรูปแบบหรือหยุดการทำสมาธิอย่างที่เคยทำมา เพราะส่วนใหญ่มักทำสมาธิมาด้วยการเพ่งจิต/บังคับจิต/บังคับกาย เป็นการฝึกด้วยสติที่กล้าแข็งเกินไป ทำให้เกิดความเครียด เป็นมิจฉาสติ ท่านจึงให้เลิกทำไปก่อน ที่ให้เลิกทำก็เพื่อให้จิตคลายออกจากความคุ้นเคยที่จะเพ่งจิต/บังคับจิต/บังคับกาย

ต่อเมื่อหัดเจริญสติ ตามรู้ตามดูกายใจเป็นแล้ว ท่านจึงจะแนะนำให้กลับมาทำตามรูปแบบหรือฝึกสมาธิเพิ่มเติม แต่ให้เปลี่ยนจากการเพ่งจิต/บังคับจิต/บังคับกาย มาเป็นการรู้ทันนิวรณ์ที่เกิดขึ้นแทน แทนการเพ่งจิต/บังคับจิต/บังคับกาย ซึ่งจะได้สมาธิชนิดที่มีจิตตั้งมั่น และทำให้จิตพร้อมที่จะเจริญปัญญาได้ต่อไป

สมัครเป็นสมาชิกเพื่อรับแจ้งข่าวสารและธรรมะทุกวันจาก Dhammada.net ได้ที่นี่